Popular Posts

Wednesday, February 27, 2013

เเนวโน้มการทำธุรกิจอาหารเเช่เเข็ง


เเนวโน้มการทำธุรกิจอาหารเเช่เเข็ง

ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร รายงานผลการสำรวจสถานการณ์ตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในอาเซียน ที่จัดทำโดย Euromonitor International พบว่า จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคมเมืองทำให้ครัวเรือนประเทศในทวีปเอเชียมีเวลาปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้านน้อยลง อาหารแปรรูปแช่แข็งจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับครัวเรือน รวมทั้งร้านอาหารหรือภัตตาคารขนาดใหญ่ก็นิยมซื้อวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัก เบเกอรีหรือขนมหวานสำเร็จรูปในลักษณะแช่แข็งมากขึ้น เพราะเก็บรักษาไว้ได้นานไม่เน่าเสีย ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายของร้านด้านวัตถุดิบได้ดีกว่าซื้อของสด


สำหรับประเทศในอาเซียนที่ตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งมีแนวโน้มขยายตัวดี ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยในปี 2554 ฟิลิปปินส์มีมูลค่าตลาดสูงสุด 19,379.37 ล้านบาท รองลงมาคืออินโดนีเซีย 15,893.27 ล้านบาท มาเลเซีย 5,040.96 ล้านบาท และสิงคโปร์ 2,383.67 ล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทุกประเทศมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสูงสุดในกลุ่ม คือร้อยละ 15 ต่อปี ขณะที่ฟิลิปปินส์มีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.44 ต่อปี ส่วนมาเลเซียนั้นเติบโตในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.2 ต่อปี โดยสิงคโปร์ถึงผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อสูงแต่ประชากรที่มีเพียง 5.35 ล้านคนทำให้มูลค่าตลาดค่อนข้างเล็ก มีอัตราเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 4.4 ต่อปี ทั้งนี้หากพิจารณาเชิงปริมาณจำหน่าย ฟิลิปปินส์ก็ยังเป็นประเทศที่มีการบริโภคอาหารแปรรูปแช่แข็งมากที่สุด โดยในปี 2554 มีปริมาณจำหน่ายรวม 166.6 พันตัน อินโดนีเซีย 60.95 พันตัน มาเลเซีย 41.18 พันตัน และสิงคโปร์ 9.93 พันตัน

ทั้งนี้ การเติบโตของตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น มีผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกทำให้ช่องทางจัดจำหน่ายแบบควบคุมอุณหภูมิกระจายสู่ทุกหัวเมืองมากขึ้น อาหารแช่แข็งที่จำหน่ายมีความหลากหลายทั้งแบบดิบ ปรุงแต่งบางส่วน และสำเร็จรูป รวมทั้งขนาดบรรจุที่มีหลายไซส์ โดยในตลาดฟิลิปปินส์เนื้อสัตว์แปรรูปแช่แข็งเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคมากที่สุด ได้แก่ ฮอตดอก เบคอน แฮมเบอร์เกอร์ และไส้กรอกหมู เป็นต้น รองลงมาคืออาหารทะเลแปรรูปแช่แข็ง โดยสินค้าหลักจะเป็นกลุ่มปลาหมัก (marinated fish) ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาหมึก นอกจากนี้ยังมีสินค้ากลุ่มเนื้อไก่แช่แข็ง แบ่งเป็นเนื้อไก่นักเกต ไส้กรอก ไก่บาร์บีคิว และไก่ชุบขนมปัง และจากกระแสความนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จึงคาดว่าอาหารทะเลจะเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวดีในอนาคต เพราะภาพลักษณ์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพกว่าเนื้อแดง นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มมันฝรั่งแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป และพิซซาก็มีแนวโน้มเติบโตสูงเช่นกัน

ขณะที่อินโดนีเซียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในอาเซียน และตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งมีอัตราเติบโตที่สูงถึงร้อยละ 23 ในปี 2553 และร้อยละ 24.6 ในปี 2554 โดยสินค้ากลุ่มไก่แช่แข็งเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะนักเกตไก่สำหรับกลุ่มวัยรุ่น บริษัทผู้ผลิตอาหารแช่แข็งมีการผลิตนักเกตไก่รูปแบบต่างๆ มากมายทั้งรสชาติ รูปร่าง และส่วนผสมต่างๆ เช่น ชีส ผัก และเพื่อเอาใจลูกค้าวัยเด็ก ทั้งนี้ นักเกตไก่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ถึงร้อยละ 42 ของมูลค่าไก่แช่แข็ง รองลงมาคือ ไส้กรอกไก่ ไก่ชุบแป้ง และปีกไก่ปรุงรส สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ประมง ลูกชิ้นปลาได้รับความนิยมมากที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 43 รองลงมาคือ fish fingers ชุบขนมปัง

ด้านตลาดมาเลเซียนั้น ไก่แช่แข็งเป็นอาหารกลุ่มที่นิยมมากที่สุดเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย คือมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 42 รองลงมาคือเนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง โดยสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งนั้นมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ และยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะขยายตัวมากที่สุดในช่วง 4 ปีต่อจากนี้ ในขณะที่กลุ่มเนื้อไก่ เนื้อสัตว์แช่แข็ง และมันฝรั่ง ตลาดมีแนวโน้มหดตัวลง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมาเลเซียที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น
สำหรับการขยายตัวของตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในสิงคโปร์นั้นพบว่าอยู่ในระดับต่ำ คือประมาณร้อยละ 2 ทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า โดยเนื้อไก่แช่แข็งและอาหารทะเลแช่แข็งมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกันคือร้อยละ 36 และ 34 ตามลำดับ รองลงมาคือเบเกอรี และเนื้อสัตว์แปรรูป การขยายตัวของตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในสิงคโปร์มีแรงผลักดันมาจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะเบเกอรีและขนมหวาน และรสชาติที่แตกต่างเป็นหลัก ไส้กรอกไก่เป็นที่นิยมมากที่สุดของมูลค่าตลาดไก่แช่แข็ง รองลงมาคือนักเกต กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง เนื้อปลาแบบฟิลเลตมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด รองลงมาคือ fish finger ชุบขนมปัง และลูกชิ้นปลา ส่วนกลุ่มเนื้อสัตว์แช่แข็ง เบอร์เกอร์มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 91 ของมูลค่าตลาดเนื้อสัตว์แช่แข็ง
ที่มาผู้จัดการ

Monday, February 25, 2013

เเนวโน้มการทำธุรกิจ SMEs


เเนวโน้มการทำธุรกิจ SMEs

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs
สถาบันอาหารเผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมด้านอาหารไทย มิ.ย. 55 ปรับตัวดีขึ้น ทว่า ผปก.ยังกังวลเรื่องต้นทุนพุ่ง ระบุร้อยละ 16.3 ปรับราคาสินค้าแล้ว ภาครัฐควรเอาจริงเรื่องพัฒนาลอจิสติกส์เพื่อช่วยลดต้นทุนภาคการขนส่งทั้งระบบ


สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม โดยศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร หรือ Food Intelligence Center Thailand รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาวะอุตสาหกรรมอาหารไทยเดือนมิถุนายน 2555 และแนวโน้มในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ก.ค.-ก.ย. 2555) จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางในสาขาต่างๆ พบว่าค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 55.5 แสดงว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในทางที่ดีขึ้นต่อภาวะโดยรวมของธุรกิจ โดยระดับความเชื่อมั่นที่อยู่เหนือระดับ 50.0 ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณผลผลิต ปริมาณการจ้างงาน และผลประกอบการของภาคธุรกิจ ยกเว้นต้นทุนวัตถุดิบที่ภาคธุรกิจมองว่าแย่ลง คือมีค่าดัชนีอยู่ที่ 34.9 โดยมีผู้ประกอบการร้อยละ 59.3 เห็นว่าต้นทุนวัตถุดิบปรับเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังต้องประสบสภาวะเศรษฐกิจในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปที่ซบเซาและชะลอตัว อีกทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยในกลุ่มสินค้าที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่างพิจารณาปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการร้อยละ 16.3 ได้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนอีกร้อยละ 80.2 ยังคงตรึงราคาสินค้าที่ระดับเดิม

ขณะที่แนวโน้มความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีค่าดัชนีโดยรวมอยู่ที่ 57.1 ซึ่งยังอยู่ในระดับดีขึ้นเช่นกัน ยกเว้นต้นทุนวัตถุดิบที่แย่ลง คือมีค่าดัชนีอยู่ที่ 36.9 และมีผู้ประกอบการร้อยละ 54.7 เห็นว่าต้นทุนวัตถุดิบจะปรับเพิ่มสูงขึ้นอีก ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการร้อยละ 12.8 อาจปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยอีกร้อยละ 83.7 คาดว่าจะยังตรึงราคาเดิมไว้
หากพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มข้าวและแป้งข้าวมีความเชื่อมั่นทางธุรกิจแย่ลง คืออยู่ที่ระดับ 44.7 เช่นเดียวกับแนวโน้มอีก 3 เดือนข้างหน้าที่ความเชื่อมั่นมีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 43.2 ซึ่งสะท้อนภาพความเชื่อมั่นที่แย่ลงในกลุ่มอุตสาหกรรมข้าวไทย ทั้งในด้านยอดขาย ปริมาณผลผลิต ปริมาณการจ้างงาน และต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่ระดับราคาผลผลิตยังอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อของกลุ่มลูกค้าต่างประเทศให้ลดลง และหันไปนำเข้าข้าวจากประเทศคู่แข่งแทน

ทั้งนี้จะพบว่าในเดือนมิถุนายน 2555 และแนวโน้มอีก 3 เดือนข้างหน้าในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่มีข้อกังวลในด้านต้นทุนวัตถุดิบ โดยเชื่อมั่นว่าแย่ลง เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ ในกลุ่มข้าวและแป้งข้าวมีค่าอยู่ที่ระดับ 29.5 และ 38.6 กลุ่มสัตว์น้ำมีค่า 36.8 และ 38.2 กลุ่มเนื้อสัตว์มีค่า 36.4 และ 34.1 กลุ่มผักผลไม้มีค่า 33.3 และ 41.7 เนื่องจากสภาพอากาศที่มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความชื้นในการจัดเก็บและขนส่ง และต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจากภาวะน้ำท่วมซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้ผักผลไม้ที่ปลูกได้ เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องปรุงรส มีค่าดัชนี 35.4 และ 37.5 ซึ่งวัตถุดิบ เช่น พริก กระเทียม อาจเกิดความเสียหายจากปริมาณน้ำฝนและความชื้นได้

เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางมีค่าดัชนีอยู่เหนือระดับ 50.0 แสดงว่ามีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจดีขึ้น เช่นเดียวกับแนวโน้มอีก 3 เดือนข้างหน้า และเมื่อจำแนกตามการส่งออก พบว่ากลุ่มผู้ประกอบการที่เน้นตลาดในประเทศและต่างประเทศเป็นหลักมีค่าดัชนี 55.0 และ 55.8 แสดงว่ามีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจดีขึ้น โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้าค่าดัชนีความเชื่อมั่นสูงขึ้นเป็น 56.1 และ 57.8 ตามลำดับ สะท้อนความเชื่อมั่นว่าภาวะอุตสาหกรรมอาหารจะดีขึ้นด้วย

ในเดือนมิถุนายน 2555 พบว่า การปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงาน เป็นข้อจำกัดอันดับ 1 ในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ โดยมีสัดส่วนร้อยละ 88.4 รองลงมาคือการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ร้อยละ 80.2 และอันดับ 3 คืออัตราแลกเปลี่ยน ร้อยละ 54.7 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลกระทบในการดำเนินธุรกิจให้มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นว่ายังคงเป็น 3 อันดับแรกในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐว่าควรทำการศึกษาระบบต้นทุนภาคการขนส่งของไทย และกำหนดแนวทางเพื่อลดต้นทุนให้สามารถแข่งขันกับประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ รวมทั้งควรจัดฝึกอบรมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบลอจิสติกส์ เพื่อพัฒนาให้ทันความต้องการของลูกค้า

เปิดร้านขายไก่ทอดสมุนไพร


เปิดร้านขายไก่ทอดสมุนไพร

ที่มาผู้จัดการ
เมนูอาหารธรรมดาอย่างไก่ทอด แต่กลับสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวหนึ่งที่ผ่านการขายอาหารมาหลายเมนูแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งคิดค้นสูตร “ไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ” จนกลายเป็นที่โด่งดังใน จ.พะเยา รวมถึงลูกค้าในจังหวัดใกล้เคียง สุดท้ายตัดสินใจเปิดร้านที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นจุดศูนย์รวมของคนทั่วทุกสารทิศ
น่องไก่ทอดสมุนไพรชวนหิว
อำไพ เเซ่เเต้ หรือ พร เจ้าของสูตรไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ ย้อนที่มาก่อนจะมาเป็นธุรกิจไก่ทอดเชียงคำว่า เดิมตนเองขายขนมจีนที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา แต่ทว่าเป็นจังหวัดเล็กๆ ประกอบกับผู้คนในพื้นที่ไม่นิยมรับประทานขนมจีนกันมากนัก จึงหันมาขายขนมจีบ ซาลาเปา ในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ระยะหนึ่ง ก็ต้องเลิกกิจการนี้อีกครั้ง หลังรูปแบบธุรกิจค่อนข้างไม่ยุติธรรม จึงคิดหาเมนูที่รับประทานง่าย เพราะเชื่อว่าน่าจะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย อย่างไก่ทอดที่อำไพ สำรวจพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในพื้นที่แล้ว

ไก่ทอดกับข้าวเหนียวนุ่ม พร้อมใบมะกรูดทอดกรอบ
แต่หากจะรังสรรค์รสชาติไก่ทอดให้เข้มข้นถึงเนื้อใน สุดท้ายรสชาติก็คงไม่แตกต่างจากไก่ทอดที่มีขายตามท้องตลาด ซึ่งอำไพ ได้รับคำชี้แนะจากญาติพี่น้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นับถือให้หมักไก่ด้วยสมุนไพรไทย เพื่อความหอมที่แตกต่าง และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย

เนื้อไก่หมักสมุนไพรไทยเข้มข้น
“ช่วงที่หันมาขายไก่ทอดก็คิดสูตรอยู่นานพอสมควร แต่หลังจากได้รับคำแนะนำจากญาติพี่น้อง คนเฒ่าคนแก่ บอกให้ลองใส่สมุนไพรลงไปในการหมักไก่ด้วย เราก็ลองผิดลองถูกนาน ทำทิ้งไปก็เยอะ จนในที่สุดผ่านมา 2 เดือน ก็ได้สูตรไก่ทอดสมุนไพรไทยที่มั่นใจในรสชาติ และเชื่อว่าจะต้องถูกปากลูกค้าอย่างแน่นอน”
ทอดด้วยน้ำมันปาล์มไม่อมน้ำมัน
ด้วยความโดดเด่นในเรื่องการนำสมุนไพรมาหมักแล้ว ความเข้มข้นของรสชาติในเนื้อไก่ทอดก็ไม่เป็นรองใคร เพราะมีรสชาติ กลมกล่อม กรอบนอกนุ่มใน ไม่มัน ไม่เลี่ยน เครื่องหมักเครื่องปรุงซึมลึกเข้าถึงเนื้อใน จึงไม่แปลกใจที่ทุกวันนี้มีลูกค้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย แถมลูกค้ายังบอกปากต่อปากถึงรสชาติที่โดนใจให้ชื่อเสียงไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำเป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว
 เป็นธรรมดาที่ของอร่อยย่อมไม่เผยแพร่สูตรลับเฉพาะกันง่ายๆ ด้วยเกรงว่าท้ายที่สุดจะมาขายแข่งกันเอง ทำให้ร้านต้นตำรับเป็นอันต้องปิดตัวลง แต่สำหรับอำไพไม่คิดเช่นนั้น กลับสอนสูตรไก่ทอดสมุนไพรให้แก่ผู้สนใจในราคาเพียง 2,900 บาท เรียนจนกว่าจะทำเป็น พร้อมนำไปประกอบอาชีพได้ หรือผู้ที่เคยเรียนสูตรเก่าก็มาเรียนสูตรใหม่ได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียเงินลงเรียนใหม่ เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า “ตนเองเคยลำบากมาก่อน จึงเข้าใจคนที่อยากมีอาชีพแต่เงินทุนน้อย” เป็นอย่างดี ดังนั้นการเปิดเผยสูตรจึงเป็นเรื่องเล็กสำหรับอำไพ
     “เพราะเราเคยผ่านความลำบากมาก่อน เลยรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนที่อยากมีอาชีพ เเต่เงินลงทุนน้อย จึงอยากแบ่งปันสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม รวมถึงยังเป็นทางเลือกของคนที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ หรือผู้ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจเดิม เช่น หากเปิดร้านอาหารอยู่ แต่ไม่มีไก่ทอดก็สามารถนำเมนูไก่ทอดสมุนไพรเข้าไปเสริมหรือขายไก่ทอดอยู่เเต่ไม่อร่อยก็สามารถนำสูตรไปปรับใช้ได้ เช่นกัน”
ไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ พร้อมขายสูตรให้คนอยากมีอาชีพ
สำหรับรายละเอียด และเงื่อนไข ผู้ที่สนใจซื้อสูตรไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ อำไพ บอกว่า ราคาสูตร 2,900 บาท แต่หากเพิ่ม 100 บาท จะได้สูตรข้าวเหนียวนิ่มทั้งวัน โดยผู้เรียนต้องมาเรียนที่ร้านและนัดล่วงหน้า 1 วัน ซึ่งนอกจากสอนภาคปฏิบัติจนนำไปประกอบอาชีพได้แล้ว ยังได้รับดีวีดีสาธิตการทำทุกขั้นตอน 1 แผ่น, เอกสาร สูตรที่สามารถใช้หมักทุกชิ้นส่วนของไก่ เคล็ดลับเทคนิค วิธีการขาย วิธีทอดไก่ การเลือกชื้อวัตถุดิบ, สูตรน้ำจิ้มไก่, ป้ายไวนิลชื่อร้านขนาด 1.5 เมตร กว้าง 60 เซนติเมตร และบริการหลังการขาย คือ ผู้เรียนสามารถเข้ามาเรียนเพิ่มเติมได้ตลอด จนกว่าจะเป็น ทางร้านยินดีให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาทุกขั้นตอน พัสดุทุกอย่างจัดส่ง Ems ฟรี
     ที่ผ่านมามีผู้สนใจซื้อสูตรไปแล้วกว่า 1,000 ราย ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนตกงาน หรือประกอบอาชีพเดิมแล้วขายไม่ดี มีทั้งที่ซื้อสูตรแล้วไปตั้งชื่อร้านเอง หรือใช้ชื่อร้านไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ ซึ่งอำไพไม่ได้หวงห้าม แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง ห้ามลดส่วนผสม เครื่องปรุงใด ๆ ในสูตร แม้แต่ยี่ห้อเครื่องปรุงรส เพื่อไม่ให้เสียรสชาติ ไม่ให้เสียชื่อเสียงของทางร้าน และเพื่อประโยชน์ตัวผู้เรียนเอง เพราะเคยมีกรณีคนที่มาเรียนแล้วไปดัดแปลงสูตร สุดท้ายธุรกิจก็ไปไม่รอด
ปัจจุบันไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ นอกจากมีสูตรสมุนไพรไทย เจ้าของร้านยังเพิ่มจุดขายที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นด้วยการเพิ่มสูตรสมุนไพรจีน คุณพร บอกว่า สมุนไพรจีนช่วยทำให้เนื้อไก่นุ่มล่อนไม่ติดกระดูก ซึ่งสูตรนี้จะใช้ไก่ส่วนที่เป็นเนื้อ อาทิ อก สะโพก น่อง ปีก ส่วนสมุนไพรไทยจะใช้ไก่ส่วนที่เป็นกระดูก เช่น ซี่โครง ปลายปีก และหนัง ซึ่งทั้ง 2 สูตรจะไม่ใช้น้ำตาลทรายเลย ฉะนั้นจะไม่เลี่ยน เวลาทอดจะใช้แต่น้ำมันปาล์มเท่านั้น ทำให้ไก่ที่ทอดไม่อมน้ำมัน ซึ่งยอดขายแต่ละวันใช้ไก่ประมาณ 70 – 80 กิโลกรัม
       ปัจจุบันร้านไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำตั้งอยู่ที่ตลาดถนอมมิตร (รามอินทรา กม.5) ซอยวัชรพล ใครสนใจซื้อสูตรไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 08-7694-2461 หรือที่ www.kaitodck.com

เปิดร้านขายข้าวหลาม


เปิดร้านขายข้าวหลาม

พูดก็พูดนะครับ ข้าวหลามเป็นอะไรที่กินง่ายนะครับสำหรับคนไทยเนี่ยเเถมต้นทุนไม่เเพงมากด้วยครับวันนี้จะยกตัวอย่าง การขายข้าวหลามเเปลกๆให้เเนะนำกันครับพี่น้อง

นางแอ๊ด ตันเสียงสม เจ้าของสูตรข้าวหลาม แม่แอ๊ด การันตีคุณภาพ ด้วยโอทอป 3 ดาว ระดับประเทศ เล่าว่า ข้าวหลาม แม่แอ๊ด เกิดมานานนับ100 ปี ตัวเองมารับช่วงต่อเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจาก พ่อและแม่ ซึ่งเดิมคุณยายของสามี คือ นางประไพ ตันเสียงสม ทำมาก่อนถือเป็นรุ่นแรกของจังหวัดนครปฐมก็ว่าได้ ในอดีต การเดินทางลงใต้ จะต้องอาศัยทางรถไฟเป็นหลัก และนครปฐม ก็เป็นจุดที่ผู้คนจะต้องมาขึ้นรถไฟ และก็จะแวะซื้อข้าวหลามกินรองท้องก่อนเดินทาง จุดเริ่มต้นที่ทำให้ข้าวหลามนครปฐมมีชื่อเสียง ประกอบกับในยุคนั้น แม่ทรัพย์ หนึ่งในแม่ค้าขายข้าวหลาม ได้มีโอกาสทำข้าวหลามทูลเกล้า ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าวหลามนครปฐมจึงได้ถูกขนานนามว่า ข้าวหลามเสวย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          หลังจากที่ตัดถนนใหม่ สายธนบุรี ปากท่อ ทำให้เส้นทางลงใต้ไม่ผ่านตัวเมืองนครปฐม ส่งผลให้กิจการข้าวหลามซบเซา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประกอบกับมีข่าวเจอแมลงแปลกปลอมในข้าวหลาม เมื่อหลายปีก่อน ยิ่งทำให้ข้าวหลามนครปฐมซบเซาไปมาก ที่เลิกกิจการกันไปหลายสิบราย โดยเฉพาะข้าวหลามหน้าวัดพระงาม จนท่านเจ้าอาวาส วัดพระงาม เกรงว่า อาชีพเผาข้าวหลาม หน้าวัดพระงาม ที่มีนานนับร้อยปีจะหายไป จึงได้ปรึกษาทาง “ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น คือ “นาย ประสาท พงษ์ศิวาภัย” ว่าจะทำอย่างให้ อาชีพเผาข้าวหลาม ที่ทำกันว่า กว่า 100 ปี ยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืนอยู่คู่วัดพระงามต่อไป


นางแอ๊ด ตันเสียงสม
ทั้งนี้ ปัจจุบันเหลือ ข้าวหลามสูตรดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่เกิน 5-6 ราย ซึ่งในช่วงนั้น ทางผู้ว่า ฯ ได้หาทางออกด้วยการให้ผู้ผลิตทุกคนควบคุมคุณภาพ โดยตั้งเป็นชมรม ข้าวหลามนครปฐม ปัจจุบันมีผู้ผลิตข้าวหลาม ทั่วจังหวัดมาเข้าชมรม มากกว่า 10 ราย ทำให้ สามารถควบคุมคุณภาพได้ และหาช่องทางการขายอื่นๆ เพิ่มเติม จากการขายในพื้นที่ ค่อยขยับไปขายตามที่ต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของข้าวหลามแม่แอ๊ด เอง ปัจจุบันไม่ได้มีรายได้มาจากการขายหน้าร้าน อย่างเดียว แต่อาศัยการออกงานโอทอป ตามที่ต่างๆ ไปด้วย บางครั้งการออกงานแสดงสินค้ากลับมีรายได้มากกว่า ขายอยู่หน้าร้าน
 
     อย่างไรก็ตาม การทำข้าวหลามรูปแบบดั้งเดิม เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้หันมาสนใจข้าวหลามได้ จึงได้คิดสูตรข้าวหลามใหม่ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหลามบะจ่าง ข้าวหลามกระเพรากุ้ง ข้าวหลามเขียวหวาน ข้าวหลามไส้สังขยา ข้าวหลามแปะก๋วย ข้าวหลามอัญชัน ข้าวหลามเผือก ข้าวหลามลำไย และล่าสุดได้ทำข้าวหลามปลาร้า หรือ ในช่วงไหนมีผลไม้ตามฤดูกาลออกมามากเราก็จะทดลองนำมาทำข้าวหลาม เช่น ลำไย ทุเรียน
ข้าวหลามทุเรียน อัญชัน และสังขยา
นอกจากนี้ ในส่วนของข้าวหลามสูตรปลาร้า จุดเริ่มต้นมาจากเห็นว่า ปลาร้ากินคู่กับข้าวเหนียว และข้าวหลามเราใช้ข้าวเหนียวน่าจะนำมาทำข้าวหลามได้ ซึ่งวิธีการทำ ใช้ปลาช่อนแดดเดียวสุก ผสมลงไปในปลาร้าด้วย และใส่หอมแดง ใบมะกรูด ใส่ลงไปในกระบอกพร้อมข้าวเหนียว และนำไปเผา เช่นเดียวกับ การเผาข้าวหลาม ซึ่งสูตรข้าวหลามปลาร้า ทำขึ้นมาเพื่อต้องการ ส่งเข้าประกวดคัดสรรโอทอป ปีนี้
     สำหรับผู้ที่ต้องการกินข้าวหลาม สูตรแปลกทางร้านจะทำขายเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ วันหนึ่ง 40-50 กระบอกเท่านั้น แต่หลักขายข้าวหลามสูตรดั้งเดิม โดยยอดขายต่อวันอยู่ที่ 200 – 300 กระบอก ทางร้านจะเผาขายหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าได้กินข้าวหลามที่สุกใหม่ ถือว่าเป็นจุดขายของทางร้าน ก็ว่าได้ โดยเริ่มขายตั้งแต่ 6 โมงเช้า หมดก่อนเที่ยง และเริ่มขายอีกรอบตอนเย็น ขายไปจนถึงประมาณ 2 ทุ่ม
“จุดหนึ่งที่ข้าวหลามของเรายังไม่ได้ระดับ 5 ดาว เพราะข้าวหลามเป็นอาหารที่ต้องทำกินวันต่อวัน ไม่สามารถยืดอายุได้ ถึงยืดได้แต่เราก็รู้สึกว่ามันไม่อร่อยเหมือนออกจากเตา เราจึงไม่คิดจะยืดอายุมัน และในส่วนของบรรจุภัณฑ์ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้าวหลามของเราไม่ได้ 5 ดาว เพราะเราไม่สามารถพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะข้าวหลามยังไงมันต้องอยู่ในกระบอกไม้ไผ่มันถึงจะอร่อย และเรียกว่า ข้าวหลาม ตรงจุดนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่ผ่านการคัดสรรได้ 5 ดาว”
แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ การนำสติกเกอร์มาติด เพื่อบอกถึงที่มาของข้าวหลามทุกกระบอก เป็นการการันตีถึงคุณภาพ ซึ่งถ้าลูกค้าต้องการแบบติดสติกเกอร์จะต้องโทรสั่งล่วงหน้า เพราะถ้าขายหน้าร้านจะไม่มีสติกเกอร์ ส่วนใหญ่ลูกค้าต้องการสติกเกอร์กรณีที่ซื้อไปเป็นของฝากผู้ใหญ่ ก็จะต้องการกระบอกไม้ไผ่สวย และติดสติกเกอร์ เราก็คัดเลือกและทำเอาไว้ให้ ในราคาปกติที่ไม่ได้บวกเพิ่มแต่อย่างใด

เปิดร้านขายของทำบุญ


เปิดร้านขายของทำบุญ

อันนี้จะพูดถึงของทำบุญประเภทอาหารนะครับ เช่นใส่บาตรเป็นต้น เช่นอาหารที่สมัยนี้ทันสมัยขึ้นมากครับ เเต่ผมเดาว่าคงนิยมยากหน่อยหละครับ

ที่มาผู้จัดการ
ชุดใส่บาตร แบรนด์ “มหาทาน” นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีแปรรูปอาหารสำเร็จรูปยุคใหม่ ควบคู่กับแรงบันดาลใจที่อยากจะให้พระสงฆ์ได้เก็บอาหารที่ได้รับใส่บาตรในแต่ละวันไว้ฉันได้นานๆ ไม่ต้องเหลือทิ้งน่าเสียดาย นำมาสู่ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างลงตัว


ทรงวิทย์ หงสประภาส
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นของบริษัท สหภัณฑ์ เซ็นจูรี่ จำกัด ภายใต้การบริหารของ “ทรงวิทย์ หงสประภาส” หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อาหาร มีจุดเริ่มต้นมาจากครอบครัวทำธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด กระทั่ง แตกไลน์มาทำธุรกิจอาหารแปรรูป โดยเจาะจงใช้เทคโนโลยีรีทอร์ท (Retort) เพราะเห็นโอกาสที่เป็นเทคโนโลยีใหม่มีศักยภาพสูง เหมาะต่อยอดทำผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่างๆ ได้หลากหลาย

 ทรงวิทย์ อธิบายเสริมว่า เทคโนโลยีรีทอร์ทใช้ในการแปรรูปอาหาร โดยอาศัยความร้อนฆ่าเชื้อในอาหารซึ่งบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท โดยบริษัทเลือกใช้บรรจุภัณฑ์เป็น “ถุงทนความร้อน” (Pouch) ซึ่งมีความหนาถึง 5 ชั้น แข็งแรงทนทาน สามารถทนทั้งความร้อนและความดันสูงได้ อากาศและเชื้อโรคจึงไม่สามารถซึมผ่านได้หลังจากปิดผนึกแล้ว

   คุณสมบัติสำคัญเทคโนโลยีรีทอร์ท จะช่วยให้สามารถเก็บอาหารปรุงสำเร็จรูปในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 12-18 เดือน โดยไม่ใส่สารกันบูดใดๆ เลย จึงมีความปลอดภัยสูง รวมถึง สะดวกต่อการจัดเก็บ ขนส่ง พกพา และง่ายเมื่อจะนำออกมากิน นอกจากนั้น สามารถรักษาคุณภาพและรสชาติอาหารได้ดีกว่าประเภทอาหารกระป๋อง


“ในความเป็นจริง เทคโนโลยีนี้ ในต่างประเทศมีใช้กันมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความชำนาญสูง ขณะที่อาหารของนักบินอวกาศก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ส่วนในเมืองไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก เนื่องจากเดิมต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบัน ต้นทุนลดลงมาก ทำให้บริษัทเราเลือกจะใช้เทคโนโลยีนี้มาทำผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป” ทรงวิทย์ เผยและเล่าต่อว่า
     ใช้เงินลงทุนในธุรกิจนี้กว่า 7 หลัก ทั้งค่าเครื่องจักร และอุปกรณ์ถุงบรรจุ ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึง ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ร่วมปี โดยเฉพาะด้านรสชาติอาหาร ที่กล้าการันตีว่าอร่อยไม่แพ้อาหารปรุงสดสำเร็จรูป


เชื่อมนวัตกรรมเพื่อกิจกรรมพุทธศาสนา     ภายใต้แผนธุรกิจของบริษัท ทรงวิทย์ ระบุว่า เตรียมจะออกผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปบรรจุซองโดยใช้เทคโนโลยีรีทอร์ทในหลายๆ ประเภท ทั้งอาหารเพื่อคน และอาหารสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ และบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างกันไป มุ่งวางขายตลาดทั้งในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ
     อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความตั้งใจของบริษัท คือ อยากจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนส่งเสริมกิจกรรมทำบุญ และพุทธศาสนาด้วย จึงเป็นที่มาของชุดอาหารสำเร็จรูปเพื่อใส่บาตร แบรนด์ “มหาทาน”    

 “ครอบครัวของผมผูกพันกับพุทธศาสนามาก ทุกวันอาทิตย์พวกเราจะไปทำบุญที่วัด กระทั่ง เมื่อเรามาทำผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ก็เกิดแนวคิด อยากมีส่วนส่งเสริมกิจกรรมการทำบุญด้วย จากที่มักเห็น อาหารใส่บาตรให้พระสงฆ์ในแต่ละวัน มีจำนวนเยอะมาก ยิ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนา อาหารจะมากขึ้นหลายเท่าตัว ในที่สุดก็ต้องเหลือทิ้ง ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์ของเรา สามารถเก็บอาหารไว้ได้เป็นเวลานาน กลายเป็นแรงบันดาลใจ อยากทำชุดใส่บาตรสำเร็จรูป ซึ่งพระสงฆ์ท่านสามารถเก็บไว้ฉันได้นานๆ หรือพกติดตัวเวลาออกธุดงค์ รวมถึง สามารถนำไปบริจาคต่อ หรือนำไปช่วยเหลือในเหตุภัยพิบัติต่างๆ” ทรงวิทย์ กล่าว
ใน 1 ชุดของ “มหาทาน” จะประกอบด้วยข้าวหอมมะลิ น้ำดื่ม และแกง ซึ่งมีให้เลือกทั้งแกงเขียวหวานไก่ แกงพะแนงไก่ แกงมัสมั่นไก่ ต้มข่าไก่ และต้มยำกุ้ง เป็นต้น ขายในราคาชุดละ 40 บาท โดยช่องทางตลาดเบื้องต้น รับผลิตตามออเดอร์ และสั่งผ่านเว็บไซต์ที่ www.fackbook.com/mahatarn
   “ผมไม่ปฏิเสธว่า เราทำธุรกิจเพื่อหาผลกำไร แต่เรามุ่งหากำไรจากผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ของเรามากกว่า แต่สำหรับชุด “มหาทาน” แล้ว ไม่ได้หวังเรื่องกำไรเลย ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว ชุดละ 40 บาท เราแทบไม่ได้กำไรเลย แต่ความตั้งใจที่แท้จริงของครอบครัวผม คือ อยากให้ชุดใส่บาตรสำเร็จรูปเป็นตัวแทนของการ “ให้” ซึ่งทุกคนสามารถนำสิ่งของที่มีคุณภาพไปใช้ในการทำบุญ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสุขทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้” ทรงวิทย์ กล่าวในตอนท้าย
บทความจาก ผู้จัดการ

ทำธุุรกิจร้านขายเนื้อสัตว์


ทำธุุรกิจร้านขายเนื้อสัตว์

กำไรดีนะครับ เพราะเราได้ส่วนต่างเเน่ครับ กรณีนี้ยกตัวอย่างยเนื้อวัวโพนยางคำ


สำหรับคนชอบเนื้อวัว(เหมือนผม) ที่ตลาดถนอมมิตร88 มีร้านขายเนื้อวัวโพนยางคำมาเปิดแล้วนะครับ มีเนื้อโคขุนทุกรูปแบบไม่ว่าจะเอาไปทำเนื้อย่าง,เสต็ก,สตูว์,ชาบูๆ .. ฯลฯ .. มีทั้งแบบเนื้อสดๆและแบบฟรีซแช่แข็งเอาไว้ครับกระผ้ม นอกจากนี้ยังมีบริการจัดส่งถึงที่อีกด้วย ลองโทรไปถามก่อนได้ที่เบอร์ 02-9456729 หรือ 085-9561324, 086-3053824 สำหรับแผนที่ของตลาดถนอมมิตร88 ก็กดดูที่ลิ้งแผนที่วัชรพลด้านบนได้เลย

อัพเดต ราคาเนื้อสัตว์ครับ


ไก่เนื้อ ราคาประกาศลูกไก่เนื้อสัปดาห์นี้ 12.50 บาท/ตัว , ราคาไก่เนื้อทั่วไป 36 บาท/กก.
ภาพรวม : สัปดาห์ที่ผ่านมาปริมาณไก่ใหญ่อิสระพื้นที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในขณะที่ความต้องการลดลงจากสภาพฝนตกทุกวัน แนวโน้มสัปดาห์นี้ราคาไก่ใหญ่ทรงตัว
กลาง - ตะวันออก : ไก่ใหญ่พื้นที่มีมากขึ้นทั้งปริมาณและน้ำหนัก ส่วนความต้องการใช้กลับลดลงจากปัจจัยฝนตกบ่อย ราคาขนาดปกติตะวันออก 35 – 37 บาท ตะวันตก 33 – 35 บาท แนวโน้มสัปดาห์นี้ราคาไก่ใหญ่ทรงตัว

เหนือ 
: ปริมาณและน้ำหนักไก่ใหญ่เขตเหนือบน-เหนือล่างมีปริมาณมาก ราคาทั่วไปขนาดปกติเหนือบน 35 – 37 บาท, เหนือล่าง 31 – 33 บาท แนวโน้มสัปดาห์นี้ราคาไก่ใหญ่ทรงตัว
อีสาน : ปริมาณไก่ใหญ่อิสระพื้นที่มีมากขึ้นและน้ำหนักตัวมากขึ้น บวกกับความต้องการลดลงจากฝนตกทุกวัน-อาหารธรรมชาติออก อีสานบนไก่เล็ก(ไก่ย่าง) 37 – 40 บาท,ไก่ใหญ่ขนาดปกติอีสานบน 34 – 36 บาท,อีสานล่าง 33 – 35 บาท แนวโน้มสัปดาห์นี้ราคาไก่ใหญ่ทรงตัว
ใต้ : ปริมาณไก่ใหญ่และน้ำหนักไก่พื้นที่เหลือเพิ่มมากขึ้น ความต้องการใช้ยังไม่เพิ่มขึ้นจากฝนตกบ่อย ราคาไก่ใหญ่ขนาดปกติหน้าฟาร์มใต้บน 32 – 34 บาท และใต้ล่าง 33 – 35 บาท แนวโน้มสัปดาห์นี้ราคาไก่ใหญ่ทรงตั
ไข่ไก่ ราคาประกาศลูกไก่ไข่สัปดาห์นี้ 6 บาท/ตัว , ราคาขายไข่ไก่คละใหญ่หน้าฟาร์ม(ประกาศ) 2.30 บาท/ฟอง
เป็ดเนื้อ ราคาประกาศยืนที่ 60 บาท/กก.
ไข่เป็ด ราคาประกาศไข่เป็ดคละใหญ่(23 กก./ตั้ง 300 ฟอง) 3.90 บาท/ฟอง
หมูเนื้อ : ทิศทางราคาอ่อนตัว
ภาพรวม การบริโภคยังทรงตัว เนื่องจากสภาพอากาศ ที่ฝนตกกระจายทั่วประเทศ อีกทั้งราคาสินค้าทดแทนราคาลดลง เช่น ไก่เนื้อ เป็นต้น ส่งผลทำให้ราคาหมูขุนอ่อนตัว ภาวะลูกสุกร ปริมาณความต้องการปกติ และลงเลี้ยงปกติ ทำให้ราคาลูกหมูขุนยืน ราคา 1,500+59 (9-7-55)
ภาคกลาง : ตะวันตก กลุ่ม จ.นครปฐม ราคาเฉลี่ยที่ 60-61 บาท ทิศทางราคาอ่อนตัว กลุ่ม จ.ราชบุรี ปากท่อ ราคาเฉลี่ยที่ 59-60 บาท ทิศทางราคาอ่อนตัว แม่คัดทิ้งราคา 30-33 บาท ตะวันออก กลุ่ม จ.ฉะเชิงเทรา ราคาเฉลี่ยที่ 60-62 บาท ทิศทางราคาอ่อน กลุ่ม จ.ชลบุรี ราคาเฉลี่ยที่ 60-62 บาท ทิศทางราคาอ่อน แม่คัดทิ้งราคา 30-33 บาท
ภาคเหนือ เหนือบน ราคาเฉลี่ยที่ โดยจ.เชียงใหม่ 60-61 บาท ทิศทางราคายืน
เหนือล่าง ราคาเฉลี่ยที่ 59-60 บาท ทิศทางราคายืน แม่คัดทิ้งราคา 35-40 บาท

ภาคอีสาน 
อีสานบน ราคาเฉลี่ยที่ 58-60 บาท ราคาทิศทางราคายืน อีสานล่าง ราคาเฉลี่ยที่ 56-58 บาท ราคาทิศทางราคายืน แม่คัดทิ้งราคา 33-40 บาท

ภาคใต้ 
: ใต้บน ราคาเฉลี่ยที่ 59-60 บาท ทิศทางราคายืนอ่อน ใต้ล่าง ราคา 61-62 บาท ทิศทางราคายืนอ่อน แม่คัดทิ้งราคา 29-32 บาท
ที่มา Cpffeed

เปิดร้านขายไอศกรีมหรู


เปิดร้านขายไอศกรีมหรู

ความมหัศจรรย์ของโรงงานช็อกโกแลต จากภาพยนตร์เรื่อง “Charlie and the Chocolate Factory” ใครจะคิดว่าก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจแก่ไอเดียธุรกิจไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียม “ครีม แอนด์ ฟัดจ์” (Cream & Fudge) มานานกว่า 7 ปี และกลายเป็นไอศกรีมผัดฝีมือเมืองไทย ที่ไม่หยุดพัฒนาเมนูและรสชาติแปลกใหม่อยู่เสมอ

ไอศกรีมระดับซูเปอร์พรีเมียม “ครีม แอนด์ ฟัดจ์” เป็นการบริหารภายใต้ บริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์ ) จำกัด โดย มร. เฟรด โมฮาวาด ประธานกรรมการบริหารผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์และบริหารร้านค้าปลีกและธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทอาหารเครื่องดื่มซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วไม่ว่าจะเป็น คอฟฟี่ เวิลด์, พิชซ่า คอร์เนอร์, และนิวยอร์ค เดลี่ โดย “ศิรินทร แซ่แต้” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จีเอฟเอ (ประเทศไทย) จำกัด” เล่าว่า ครีมแอนด์ฟัดจ์ ถือเป็นระดับซูเปอร์พรีเมียมรายแรกๆ ของไทย ลักษณะเป็นไอศกรีมผัดบนกระทะเย็น ชูความโดดเด่นในเรื่องของมิกซ์อิน (Mix In) กว่า 40 ชนิด พร้อมไอศกรีมมากกว่า 20 รสชาติ โดยจะออกเมนูใหม่ทุก 2 เดือน เช่น ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ วานิลลา พิชตาชิโอ สวีทครีม พีนัตบัตเตอร์ เป็นต้น
“การที่ไอศกรีมครีมแอนด์ฟัดจ์เป็นระดับซูเปอร์พรีเมียม ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็น Niche market มากๆ ดังนั้นในปีนี้ทางผู้บริหารระดับสูงจึงปรับรูปลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ทั้งโลโก้ การตกแต่งร้าน ให้ดูอ่อนเยาว์ลง เน้นความสดใส เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการครีเอตไอศกรีมด้วยตนเอง (Create Your Own) โดยเลือกรสชาติที่ชอบได้สูงสุด 3 รสชาติ และมิกซ์อินได้ 3 อย่างเช่นเดียวกัน หรือลูกค้าจะเลือกเมนูแบบ Creation ที่ทางร้านออกแบบเมนูเลือกรสชาติและมิกซ์อินที่ลงตัวมาให้แล้วก็ได้ โดยราคาเริ่มต้นที่ 89 บาท (1 Scoop)”
คัดสรรวัตถุดิบระดับไฮคลาส      ไอเดียธุรกิจไอศกรีมครีมแอนด์ฟัดจ์ ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory (ชาลีย์กับโรงงานช็อกโกแลต) ที่สื่อถึงความมหัศจรรย์การผลิตช็อกโกแลตในแต่ละแท่ง ดังนั้นหากจะเปิดโรงงานผลิตไอศกรีมก็ต้องการออกแบบกระบวนการผลิตให้เป็นระดับพรีเมียมเช่นกัน เน้นวัตถุดิบเกรดเอทั้งสิ้น ส่งผลให้ไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียมครีมแอนด์ฟัดจ์ ส่วนผสมบางชนิดนำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น ช็อกโกแลต และถั่ว จากสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนมิกซ์อิน ที่เป็นผลไม้ จะเน้นผลไม้สดเป็นหลัก ทั้งนำเข้าและจากในประเทศ

“วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ถือเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณภาพไอศกรีมรสชาติออกมาดี ให้รสสัมผัสที่แตกต่าง รสชาติกลมกล่อม กลายเป็นประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าคนไทยได้ลิ้มลอง ทั้งไอศกรีมแบบครีมมี่ (Creamy) ชูความเข้มข้นของนม ครีม ขณะเดียวกันก็มีไอศกรีมเพื่อคนรักสุขภาพ คือไอศกรีมประเภทโยเกิร์ต หรือผลไม้สด ปราศจากไขมัน ซึ่งความหลากหลายของรสชาติไอศกรีมทำให้ครีมแอนด์ฟัดจ์สามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างมากขึ้น”
เปิดขายแฟรนไชส์ครั้งแรกในไทย         ความแข็งแกร่งในการขยายสาขา 11 แห่ง ประกอบกับนโยบายของ จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์ ) จำกัด แสดงให้เห็นถึงความพร้อมขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยล่าสุดนำร่องไปแล้ว 1 สาขา ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลซิตี้ บางนา และเตรียมเปิดสาขาอีก 1 แห่ง ที่เมกา บางนา โดยในปีนี้จะเน้นไปที่การขยายสาขาแฟรนไชส์มากขึ้น คาดอัตราการเติบโตของธุรกิจในปีนี้จะอยู่ที่แฟรนไชซีเป็นหลัก

“เราค่อนข้างพิถีพิถันในเรื่องทำเลมาก เนื่องจากครีมแอนด์ฟัดจ์เป็นไอศกรีมระดับซูเปอร์พรีเมียม ดังนั้นกลุ่มลูกค้าก็จะต้องสอดคล้องกับทำเลนั้นๆ ด้วย โดยการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์จะเริ่มต้นที่ 3-5 ล้านบาท พื้นที่ขั้นต่ำ 80 ตร.ม. หรือ 100 ตร.ม. ขึ้นไป หากลูกค้าที่สนใจจะลงทุนหากมีพื้นที่ก็สามารถนำมาเสนอได้ หรือจะให้ทางครีมแอนด์ฟัดจ์กำหนดพื้นที่ให้ก็ได้ เน้นแหล่งชอปปิ้ง มอลล์ หรือตามสนามบินที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ส่วนการขยายสาขาแฟรนไชส์ในต่างจังหวัด เบื้องต้นจะเน้นจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่และเป็นแหล่งท่องเที่ยว”
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดไอศกรีมระดับพรีเมียมมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ในขณะที่ไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียมอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งครีมแอนด์ฟัดจ์ มีอัตราการเติบโตทางธุรกิจประมาณ 25-30% ต่อปี คาดในปีนี้จะเติบโตจากปีก่อนเล็กน้อยจากการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์
สตรอเบอรี่ เลมอน ฮันนี่
สนใจติดต่อ 0-2688-7360 หรือที่ www.gfacorp.com