Popular Posts

Wednesday, February 27, 2013

กฏการเสียภาษีป้ายร้านค้า


กฏการเสียภาษีป้ายร้านค้า

1. ความรู้ทั่วไป

    1.1 ป้ายที่ต้องเสียภาษี

    ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น




    1.2 ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี

        (1) ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ

        (2) ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า

        (3) ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

        (4) ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์

        (5) ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่

รโหฐาน ทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่รวมถึงป้ายตาม

กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

        (6) ป้ายของราชการส่วนกลาง   ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วย

ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

        (7) ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วย

การนั้น ๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ

        (8) ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการ

สหกรณ์ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

        (9) ป้ายของโรงเรียนเอกชน  ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชน หรือสถาบัน อุดมศึกษา

เอกชนนั้น

        (10) ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน

        (11) ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ

        (12) ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ

        (13) ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปัจจุบันมีฉบับที่ 2) กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535)

ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ

        (ก) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนนหรือรถ

  แทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

        (ข) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อน ตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน

        (ค) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก (ก) และ (ข) โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    1.3 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ เจ้าของป้าย   แต่ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดง

รายการภาษีป้าย  (ภ.ป.1) สำหรับป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้น

เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้น

ติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือไปยังบุคคล

ดังกล่าว

    1.4 กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

ให้เจ้าของป้ายซึ่งจะต้องเสียภาษีป้าย ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามแบบและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทย

กำหนด ภายในเดือนมีนาคมของปีให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือ

แสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้ง หรือแสดงจนถึงวันสิ้นปี และให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือน

ของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี ทั้งนี้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ป้ายที่ติดตั้งบนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น และมีพื้นที่เกินสองตารางเมตรต้องมีชื่อและที่อยู่ของเจ้าของป้าย เป็นตัวอักษร

ไทยที่ชัดเจนที่มุมขวาด้านล่างของป้ายและให้ข้อความดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีป้าย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

ในกรณีที่เจ้าของป้ายอยู่นอกประเทศไทย ให้ตัวแทน หรือผู้แทนในประเทศ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายแทน

เจ้าของป้าย ถ้าเจ้าของป้ายตาย เป็นผู้ไม่อยู่เป็นคนสาบสูญ เป็นคนไร้ความสามารถหรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถให้

ผู้จัดการมรดก ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือผู้อื่น ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี

มีหน้าที่ปฏิบัติการแทนเจ้าของป้าย เจ้าของป้ายผู้ใด

        (1) ติดตั้งหรือแสดงป้ายอันต้องเสียภาษีภายหลังเดือนมีนาคม ให้เสียเป็นรายงวด

        (2) ติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิม และมีพื้นที่ ข้อความ ภาพและเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้าย

เดิมที่ได้เสียภาษีป้ายแล้ว ป้ายชำรุดไม่ต้องชำระเฉพาะปีที่ติดตั้ง

        (3) เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีป้ายแล้ว

อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่ม   ป้ายที่เพิ่มข้อความชำระตามประเภทป้ายเฉพาะส่วนที่เพิ่มป้ายที่ลดขนาดไม่ต้อง

คืนเงินภาษีในส่วนที่ลด ถ้าเปลี่ยนขนาดต้องชำระใหม่ ให้เจ้าของป้ายตาม (1) (2) หรือ (3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย

ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความ ภาพ หรือ

เครื่องหมายป้ายเดิมแล้วแต่กรณี

    1.5 ฐานภาษีและอัตราภาษี

ฐานภาษีและอัตรา คือเนื้อที่ของป้ายและประเภทของป้ายรวมกัน ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ การคำนวณ

พื้นที่ป้ายให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดเป็นขอบเขตของป้าย ถ้าเป็นป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือเอาตัว

อักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดส่วนที่กว้างที่สุดและยาวที่สุด แล้วคำนวณเป็นตาราง

เซนติเมตร เศษของ 500 ตารางเซนติเมตรถ้าเกินครึ่ง ให้นับเป็น 500 ตารางเซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าปัดทิ้ง ประกอบกับ

ประเภทของป้าย คำนวณเป็นค่าภาษีป้ายที่ต้องชำระ โดยกำหนดอัตราภาษีป้ายดังนี้

        (1) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

        (2) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่นให้คิดอัตรา

           20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

        (3) ป้ายดังต่อไปนี้ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

              (ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่

              (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วน หรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ

        (4) ป้ายที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีแล้ว

           อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้คิดอัตราตาม (1) (2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี และให้เสีย

           เฉพาะจำนวนเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น

        (5) ป้ายทุกประเภทเมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้

           เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

2. ขั้นตอนการยื่นเสียภาษี

    ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายสามารถขอรับแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ได้ที่สำนักงานเขตโดยไม่คิดมูลค่า

กรอกรายการในแบบ ภ.ป.1 ตามความเป็นจริงให้ครบถ้วน ลงลายมือชื่อของตนพร้อมวันเดือน ปี ส่งคืนพนักงานเจ้าหน้าที่

แห่งท้องที่ที่ป้ายนั้นได้ติดตั้งหรือแสดงไว้ ทั้งนี้จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลง

ทะเบียนก็ได้ ให้เจ้าของป้ายหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขตที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่ สำหรับป้ายที่แสดงไว้ที่ยานพาหนะที่ต้องเสียภาษี ให้ยื่น ณ สำนักงาน

เขตซึ่งการจดทะเบียนยานพาหนะได้กระทำในท้องที่นั้น

    2.1 เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบฯ

กรณีป้ายใหม่ ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษี พร้อมสำเนาหลักฐานและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง ได้แก่

    - ใบอนุญาตติดตั้งป้าย, ใบเสร็จรับเงินค่าทำป้าย

    - สำเนาทะเบียนบ้าน

    - บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

    - กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท,ทะเบียน

      พาณิชย์และหลักฐานของสรรพากร เช่น ภ.พ.01, ภ.พ.09, ภ.พ.20

    - หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)

    - หลักฐานอื่น ๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ

    กรณีป้ายเก่า ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษีป้าย (ภ.ป. 1) พร้อมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย กรณีเจ้า

    ของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ป. 1

    2.2 การชำระภาษี

ผู้รับประเมินได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษี (ภ.ป.3) ให้ชำระเงินภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการ

ประเมินโดยชำระภาษีได้ที่สำนักงานเขต ซึ่งป้ายนั้นตั้งอยู่หรือที่กองการเงิน สำนักการคลัง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

(เสาชิงช้า) การชำระภาษีป้ายจะกระทำโดยส่งธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินของธนาคารที่สั่งจ่ายแก่กรุงเทพมหานครก็ได้ โดย

ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ถือว่าวันที่ได้ทำการส่งดังกล่าวเป็นวันชำระภาษีป้าย

    2.3 การขอผ่อนชำระภาษี

ถ้าภาษีป้ายที่ต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่สามพันบาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายจะขอผ่อนชำระเป็นสามงวดงวดละ

เท่า ๆ กันก็ได้ โดยแจ้งความจำนงเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี และให้ชำระงวดที่

หนึ่งก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี งวดที่สองภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่งและงวดที่สามภายใน

หนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

    2.4 เงินเพิ่ม

ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย เสียเงินเพิ่มนอกจากเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายในกรณีและอัตราดังนี้

        (1) ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่

ต้องเสียภาษีป้าย เว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้แจ้งให้ทราบถึง

การละเว้นนั้น ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย

        (2) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายโดยไม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีลดน้อยลง ให้เสีย

เงินเพิ่มร้อยละสิบของภาษีป้ายที่ประเมินเพิ่มเติมเว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้ถูก

ต้องก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมิน

        (3) ไม่ชำระภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องเสีย

ภาษีป้ายเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ไม่ให้นำเงินเพิ่มตาม (1) และ (2) มาคำนวณเป็นเงินเพิ่ม

    2.5 การอุทธรณ์

เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องมีสิทธิอุทธรณ์

การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยยื่นอุทธรณ์ผ่านพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ฝ่ายรายได้สำนักงานเขตท้องที่ซึ่งยื่น

แบบแสดงรายการภาษีไว้ โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน  ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ยื่นอุทธรณ์

ภายใน 30 วันหรือไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกไม่ยอมให้ถ้อยคำ หรือไม่ยอมส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีเหตุ

อันสมควร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมอบหมายมีอำนาจยกอุทธรณ์นั้นเสียได้

เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้วินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จและแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์

หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณี

ที่เป็นการยกอุทธรณ์ดังได้กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตามการอุทธรณ์นั้นไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีป้าย เว้นแต่จะได้รับ

อนุมัติจากผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานครว่าให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาลเสียก่อน

    2.6 การขอคืนเงินค่าภาษี

ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้มีการลดจำนวนเงินที่ได้ประเมินไว้ให้แจ้งผู้มี

หน้าที่เสียภาษีทราบโดยเร็วเพื่อมาขอรับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้ใดเสียภาษีป้ายโดยไม่มีหน้าที่ต้อง

เสียภาษีหรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสียมีสิทธิได้รับเงินคืนโดยยื่นคำร้องขอคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้ชำระเงินค่าภาษี

    2.7 บทกำหนดโทษ

ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยาน

หลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีป้าย  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับ

ตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่

ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท ผู้ใดไม่ปฏิบัติดังนี้คือป้ายที่ติดตั้งบนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น และมีพื้นที่เกินสองตารางเมตร

ต้องมีชื่อและที่อยู่เจ้าของป้ายเป็นตัวอักษรไทยที่ชัดเจนที่มุมขวาด้านล่างของป้าย ต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งร้อยบาทเรียง

รายวันตลอดระยะเวลาที่กระทำความผิด ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายคือให้ผู้รับโอนแจ้งการรับโอนเป็นหนังสือต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับโอน หรือไม่แสดงการเสียภาษีป้าย (ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแสดงหลักฐานการเสีย

ภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการ) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่ให้เข้าไปในสถานที่ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหา

รายได้ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย หรือบริเวณที่ต่อเนื่องกับสถานที่ดังกล่าว หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีป้ายใน

ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการเพื่อตรวจสอบว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายได้ปฏิบัติการถูกต้อง

ตามพระราชบัญญัติหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายมาให้

ถ้อยคำหรือให้ส่งบัญชีหรือเอกสารเกี่ยวกับภาษีป้ายมาตรวจสอบ ภายในกำหนดเวลาอันสมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน

หกเดือนหรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตาม

พระราชบัญญัติเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับ

ความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเปิดร้านขายเหล้าบุหรี่


สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเปิดร้านขายเหล้าบุหรี่

สอดรับกับกฎหมายห้ามขายเหล้าและบุหรี่ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ตามมาด้วยกฎหมายกำหนดเวลาขายเหล้า ระหว่างเวลา 11.00-14.00 น.รอบหนึ่ง และเวลา 17.00-24.00 น.อีกรอบหนึ่ง


ไม่เท่านั้น ยังห้ามขายเหล้ารอบๆ สถานศึกษาและวัดในรัศมี 500 เมตรด้วย
สถานบริการซึ่งก็คือร้านขายเหล้าที่ผ่านการดัดแปลงรูปแบบแล้ว ยังโดนตามจัดระเบียบซ้ำ ว่าด้วยระดับเสียงดังภายในซึ่งคราวนี้จะไม่ให้เปิดเพลงดังเกิน 91 เดซิเบล หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งโดนจัดระเบียบเรื่องร่นเวลาปิดให้เร็วขึ้นมาแล้ว

สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิบัติการเพื่อสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นห่วงเยาวชนไทยกำลังมีปัญหาหูตึงกันมาก แล้วก็ไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน เนื่องจากสมาธิจิตใจจดจ่ออยู่ที่การเที่ยวดิสโก้เธคมากกว่า

สิ่งที่คนไทยคุ้นเคยอย่างหนึ่ง เห็นจะเป็นการขยับตัวปฏิบัติตามนโยบายกันอย่างฉับไว อันเป็นสไตล์อันโดดเด่นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลไทยรักไทย แบบที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา

นอกจากสิ่งที่ออกมาเป็นกฎหมายหรือมาตรการชัดเจนแล้ว ยังมีไอเดียอีกมากมายที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชน และอาจแปรเป็นภาคปฏิบัติได้ในอนาคต เช่น

ห้ามสถานพยาบาลในสังกัดสธ.ทุกแห่งจำหน่ายบุหรี่โดยเด็ดขาด และจัดเขตปลอดบุหรี่และจำหน่ายเหล้า-บุหรี่ ให้ส่วนราชการทุกแห่งเป็นเขตปลอดบุหรี่ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ห้ามแบ่งบุหรี่ขายเป็นมวน ซึ่งเยาวชนมักมีเงินไม่พอซื้อบุหรี่เต็มซอง มักใช้วิธีให้ร้านค้าแบ่งขาย

ควบคุมน้ำผลไม้ผสมแอลกอฮอล์ และไวน์หลากสีรสซ่า เนื่องจากมีผลวิจัยพบว่า เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นต้นเหตุให้เยาวชนหญิงเสียตัวได้มากที่สุด เนื่องจากมีรสหวานและดีกรีต่ำ กว่าจะรู้สึกตัวก็เมาจนครองสติไม่อยู่ไปแล้ว
ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นวันครอบครัวแข็งแรงตามมติคณะรัฐมนตรี

ไม่เพียงรัฐบาลเท่านั้นที่กระฉับกระเฉงในเรื่องนี้ ในส่วนของกทม.ที่มีผู้ว่าฯ ใหม่อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็สนองพระราชดำรัสในหลวงด้วยเช่นกัน ด้วยการแบ่งกลุ่มผู้บริหารกทม. เดินสายสำรวจสถานบันเทิง 5 เส้นทางด้วยกัน ประกอบด้วย ดินแดง ห้วยขวาง บึงกุ่ม ธนบุรี และวัฒนา โดยใช้ 5 มาตรการตรวจสอบ คือ ระดับเสียงดังเกิน 90 เดซิเบล ระดับแสง ระบบระบายอากาศ ทางหนีไฟ และความปลอดภัยจากการก่อการร้าย โดยจะมีสติ๊กเกอร์รับรองมาตรฐาน 5 ด้านให้สำหรับสถานบริการที่ผ่านการตรวจสอบ

สำหรับสถานบันเทิงใกล้สถานศึกษา ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ก็ได้สั่งการให้ทุกเขตสำรวจแล้วทั้งหมด จากนั้นจะวางมาตรการไม่ให้มีการขายเหล้าและบุหรี่รอบสถานศึกษาในระยะ 500 เมตร
คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ปลัดกทม. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากการสำรวจร้านจำหน่ายอาหารในพื้นที่ กทม.ที่มีเพลงเปิดให้ผู้มาใช้บริการฟังด้วยนั้นมีถึง 3,000 กว่าแห่ง แต่หากแยกเป็นสถานบริการที่ขออนุญาตมีดนตรี เต้นรำ รำวง คาราโอเกะ และดิสโก้เธค ตรวจสอบแล้วมีเพียง 111 แห่งเท่านั้น โดยเขตคลองเตยมีปริมาณมากที่สุดคือ 36 แห่ง

แต่การขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุด เห็นจะเป็นการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเป็นประธาน เรียกประชุมผวจ. ผบช. สสจ. ตลอดจนผอ.พื้นที่เขตการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้กวดขันการปฏิบัติตามกฎหมายเหล้า-บุหรี่

นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมดังกล่าวว่า สังคมปัจจุบันมีสิ่งมอมเมาเด็กให้หลงผิดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกมมอมเมา การชักจูงให้เด็กใช้เงินเกินตัว จนนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย และสุดท้ายก็ไปอยู่ในจุดของการค้าประเวณี
สถานบันเทิงต่างๆ ที่มอมเมาเยาวชน นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วนคือมลภาวะทางหู ที่ตามแหล่งสถานบันเทิงต่างๆ แข่งกันเปิดเพลงเสียงดัง เพราะรู้ว่าเด็กชอบ จะต้องกวดขันให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ในเมืองใหญ่ๆ ที่มีปัญหาการดัดแปลงรถยนต์โดยใช้ท่อไอเสียขนาดใหญ่ เสียงดังๆ เพื่อมาวิ่งแข่งรถกันนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่จัดการ เพราะในการแข่งรถบางครั้ง นอกจากจะมีการพนันยึดรถกันเองแล้ว ผู้หญิงที่ซ้อนท้ายจะถูกแลกเปลี่ยนจนเกิดปัญหาสวิงกิ้ง มันทุเรศมาก และน่าเกลียด ตรงนี้จะต้องจัดการ

ขั้นตอนการผลิตนํ้าดื่ม


ขั้นตอนการผลิตนํ้าดื่ม


นับวัน ความต้องการบริโภคนํ้าดื่มบรรจุขวดจะเพิ่มขึ้น
ตามจำ นวนประชากรและรายได้ของครัวเรือน ส่งผลให้ผู้
ประกอบการรายใหม่ๆ ที่มองเห็นโอกาสทางการตลาด เข้าสู่
ธุรกิจนํ้าดื่มบรรจุขวดเป็นจำ นวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก
แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมผลิตนํ้าดื่มจะขยาย
ตัวค่อนข้างสูง ทว่า ธุรกิจนี้ได้ประสบกับภาวะการแข่งขันมาก
ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจนี้ ควรศึกษาข้อมูล
ดังต่อไปนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- การจัดตั้งธุรกิจ/รูปแบบธุรกิจ
รายละเอียดการจัดตั้งธุรกิจ / การขออนุญาต ผูส้ นใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 สำ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้
กำ หนดให้ธุรกิจนํ้าดื่มบรรจุขวด เป็นหนึ่งในสินค้าที่ต้องกำ หนดวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการ
ผลิต และการเก็บรักษาสินค้าตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีหรือจีเอ็มพี (Good Manufacturing
Practice : GMP) ในการผลิตนํ้าดื่ม GMP มีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการนํ้าดื่มรายใหม่ในวันที่
24 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป ส่วนผู้ประกอบการรายเดิมมีเวลาปรับปรุง เพื่อให้ถูกต้องตามมาตร
ฐานเป็นเวลา 2 ปี หรือเริ่มบังคับใช้วันที่ 24 กรกฎาคม 2546 สำ หรับสาระสำ คัญของมาตรฐาน
GMP ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขมี 11 ประเด็น สรุปได้ ดังนี้

1. สถานที่ผลิตและอาคารที่ผลิต จะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่สะอาด ไม่มีการสะสมของสิ่งเหลือใช้ หรือ
สิ่งปฏิกูลต่างๆ รวมทั้งต้องมีวิธีป้องกันสิ่งปนเปื้อน ทั้งฝุ่นละออง เชื้อโรค แมลงและสัตว์นำ โรค
สถานที่ผลิตจะต้องถูกออกแบบก่อสร้างให้มีลักษณะง่ายต่อการทำ ความสะอาดนอกจากนี้ ต้อง
แบ่งแยกพื้นที่การผลิตเป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ประการสำ คัญ ต้องแยกพื้นที่สำ หรับ
ผลิตสินค้าออกจากบริเวณที่อยู่อาศัยและห้องนํ้าห้องส้วมอย่างชัดเจน

2. เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์การผลิต จะต้องมีจำ นวนเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ติดตั้งในตำ แหน่งที่เหมาะสม สามารถทำ ความสะอาดได้ง่าย และถูกล้างทำ ความสะอาดฆ่าเชื้ออย่างเพียงพอทั้งก่อนและหลังการผลิต

3. แหล่งนํ้า แหล่งนํ้าที่นำ มาใช้ผลิตนํ้าดื่มต้องห่างจากแหล่งโสโครกและสิ่งปฏิกูล โดยผู้ผลิตต้อง
เก็บตัวอย่างนํ้าไปตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี กายภาพ และจุลินทรีย์อย่างน้อยปีละ 1
ครั้ง
4. การปรับคุณภาพน้ำ ผู้ประกอบการตอ้ งปรับคุณภาพของแหล่งน้ำ ตามข้อ 3 เพื่อกำ จัดสิ่งปน
เปื้อน ใหอ้ ยูใ่นระดับที่กฎหมายกำ หนด
5. ภาชนะบรรจุ ต้องทำ จากวัสดุไม่มีพิษ และได้รับการทำ ความสะอาดก่อนนำ มาใช้
6. สารทำ ความสะอาดและฆ่าเชื้อ ผู้ผลิตจะต้องทดสอบประสิทธิภาพการทำ ความสะอาดและ
การฆ่าเชื้อ
7. การบรรจุ ด้วยเครื่องบรรจุที่มีประสิทธิภาพและสะอาด
8. การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน ผูป้ ระกอบการต้องตรวจวิเคราะห์น้ำ ดื่มที่ผลิต ทั้งด้านจุลินทรีย์
เคมี ฟิสิกส์ เป็นประจำ
9. การสุขาภิบาล ผู้ผลิตต้องมีวิธีกำ จัดสัตว์และแมลง รวมทั้งระบบกำ จัดของเสียในโรงงานที่
เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนกับสินค้าที่ผลิต
10. บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน ผูป้ ฏิบัติงานต้องไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง รวมทั้งจะต้อง
รักษาร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน หากเข้ามาในพื้นที่
ผลิต ก็ต้องรักษาความสะอาดของร่างกายด้วยเช่นกัน
11. บันทึกและรายงาน ผูผ้ ลิตตอ้ งบันทึกและรายงานเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์น้ำ สภาพการ
ทำ งานของเครื่องกรองหรือเครื่องฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งคุณภาพของนํ้าดื่ม ทั้งด้านเคมี ฟิสิกส์ และ
จุลชีววิทยา
กลุม่ ลูกค้าสามารถแบ่งตามลักษณะการบรรจุของน้ำ ดื่มได้ ดังนี้
1. น้ำ ดื่มบรรจุขวด กลุม่ ลูกคา้ จะเป็นกลุ่มบุคคลทั่ว ๆ ไป ที่ต้องการดื่มน้ำ ในปริมาณไม่มาก
หาซื้อง่าย สะดวกต่อการพกพาและการเดินทาง จะเห็นได้ว่าตามร้านค้าทั่ว ๆ ไป มีนํ้าดื่มบรรจุ
ขวดอยูห่ ลายขนาด เพื่อจำ หน่ายให้กับผู้บริโภค
2. น้ำ ดื่มบรรจุถัง กลุม่ ลูกคา้ จะเปน็ กลุ่มอาคารบ้านเรือน อาคารสำ นักงาน โรงงาน เป็นต้น น้ำ
ดื่มบรรจุถังมีราคาถูก และมีนํ้าปริมาณมาก
หมายเหตุ
1. ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น
2. การเก็บข้อมูลได้ดำ เนินการในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์
ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบต่อธุรกิจ

เเนวทางการเปิดร้านค้าปลีกสมัยใหม่

เเนวทางการเปิดร้านค้าปลีกสมัยใหม่

การเปิดร้านค้าปลีกสมัยใหม่คือ

เอาง่ายๆเลย คือ สินค้าหลากหลาย ต้องเดินสะดวก หยิบของได้ง่าย ชำระเงินได้เร็ว มีเเอร์  เเค่นี้เเหละครับ
เพิ่มเติม
ประเภทธุรกิจค้าปลีก

รูปแบบธุรกิจค้าปลีก

ประเภทธุรกิจค้าปลีก รูปแบบธุรกิจค้าปลีก พัฒนาเปลี่ยนจากร้านค้าเล็กๆ เป็นขนาดใหญ่ ต้นทุนดำเนินงานสูงกว่ารูปแบบเดิม บริหารงานเป็นระบบมากขึ้น และใช้บุคลากรดำเนินการจำนวนมาก ปัจจุบัน จำแนกธุรกิจค้าปลีกได้ตามลักษณะสินค้า และการดำเนินงาน ดังนี้

ร้านค้าปลีกดั้งเดิม (Tradition Trade) หรือร้านโชห่วย ลักษณะร้านเป็นห้องแถว พื้นที่คับแคบ ไม่มีการตกแต่งหน้าร้านมากมาย สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค การจัดวางสินค้าไม่เป็นหมวดหมู่ และไม่ทันสมัย และจัดวางตามความสะดวกการหยิบสินค้า

เป็นกิจการดำเนินงานโดยเจ้าของคนเดียว หรือร่วมกันตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน ดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว เงินลงทุนน้อย บริหารงานง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มีการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ทำให้ระบบการจัดการไม่ได้มาตรฐาน ลูกค้าเกือบทั้งหมดอยู่บริเวณใกล้เคียงร้านค้า ร้านค้าที่จัดอยู่ประเภทนี้ เช่น ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีกทั่วไป ร้านขายของชำ

ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ประกอบด้วย ห้าง/ร้านขนาดกลาง-ใหญ่ ออกแบบร้าน และจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ เพื่อความสวยงาม และเป็นระเบียบ บริการทันสมัย เพื่อดึงดูดลูกค้าใช้บริการมากขึ้น การดำเนินธุรกิจ มีทั้งแบบครอบครัวและมืออาชีพ ลงทุนสูงขึ้น และระบบจัดการบริหารงานซับซ้อนมากขึ้น ธุรกิจการค้าแบบใหม่นี้ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจ 2 รูปแบบ คือ Discount Store หรือ Hypermarket ซึ่งเน้นสินค้าราคาถูก และ Convenience Store ซึ่งเน้นจำนวนสาขา ความสะดวกสบาย สถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับผู้บริโภค เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ธุรกิจรูปแบบนี้ เพิ่งนำเข้าไทยราวต้นทศวรรษ 1990 ทั้งลักษณะร่วมทุนต่างชาติ และนักลงทุนชาวไทยเป็นเจ้าของ ทว่าผลพวงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และผลกระทบเปิดเสรีการค้า ส่งผลธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่ในไทยตกเป็นของชาวต่างชาติ ธุรกิจที่จัดอยู่ค้าปลีกประเภทนี้ ได้แก่

ห้างสรรพสินค้า (Department Store) ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เป็นศูนย์รวมสินค้าทุกชนิดที่มีคุณภาพ เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าจำนวนมาก ทุกระดับ ครบวงจร (One Stop Shopping) จัดวางสินค้า แบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อสะดวกการค้นหาและเลือกซื้อ เน้นจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง รองเท้า กระเป๋า รูปแบบบริหาร และจัดการ ค่อนข้างซับซ้อน พนักงานมาก และเน้นบริการที่สะดวก รวดเร็ว สร้างความประทับใจให้ลูกค้า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มคนทำงานที่มีฐานะ อำนาจซื้อสูง สามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ

และราคาสูงได้ สถานที่ตั้ง จะอยู่บริเวณชุมชน หรือเป็นศูนย์รวมการค้า ผู้ประกอบการประเภทนี้ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เดอะมอลล์ โรบินสัน ตั้งฮั่วเส็ง พาต้า เป็นต้น

ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Supper Center) ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ พัฒนาจากซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้า พื้นที่ขายประมาณ 10,000-20,000 ตารางเมตร เน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลายและมีมาก ราคาประหยัด คุณภาพสินค้า ตั้งแต่คุณภาพดีจนถึงคุณภาพปานกลาง ส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นอาหาร ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มระดับปานกลางลงมา ผู้ประกอบการประเภทนี้ เช่น บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ เป็นต้น

ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) ร้านค้าปลีกเน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นสินค้าสดใหม่ โดยเฉพาะอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ อาหารสำเร็จรูปต่างๆ ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทำเลที่ตั้งส่วนใหญ่ จะอยู่ชั้นล่างห้างสรรพสินค้า เพื่อความสะดวกขนถ่ายสินค้า ตัวอย่างผู้ประกอบการประเภทนี้ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ฟู้ดแลนด์ เป็นต้น

ร้านค้าเงินสดและบริการตนเอง (Cash & Carry) จำหน่ายสินค้าให้ร้านค้าย่อย หรือบุคคลที่ต้องการซื้อสินค้าคราวละจำนวนมาก ราคาขายส่ง หรือราคาค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะเอื้อร้านค้าย่อย หรือร้านโชห่วย หาสินค้ามาจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว จำหน่ายสินค้าคุณภาพปานกลาง ส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นสินค้าไม่ใช่อาหาร ที่เหลือเป็นอาหาร ลูกค้ายังสามารถสมัครเป็นสมาชิก เพื่อรับข่าวสารเป็นประจำ ที่สำคัญ ลูกค้าต้องบริการตัวเอง จึงมีพนักงานไม่มากนัก ผู้ประกอบการประเภทนี้ เช่น แม็คโคร

ร้านค้าเฉพาะอย่าง (Specialty Store) จำหน่ายสินค้าเฉพาะอย่าง เน้นสินค้าอุปโภคบริโภคเกี่ยวกับเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง ดูแลผิว ดูแลเส้นผม เป็นสินค้าหลากหลาย ตามลักษณะแฟชั่นและยุคสมัย สินค้าคุณภาพสูง บริการสะดวกและทันสมัย กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือลูกค้าทั่วไป ผู้ประกอบการประเภทนี้ เช่น บู๊ทส์ วัตสัน MARK & SPENCER เป็นต้น

ร้านค้าประชันชนิด (Category Killer) พัฒนาจากร้านขายสินค้าเฉพาะประเภท จุดเด่นคือ สินค้าครบถ้วนประเภทนั้นๆ คล้ายแยกแผนกใดแผนกหนึ่งในห้างสรรพสินค้าออกไว้ต่างหาก นำสินค้าคุณภาพ และลักษณะใช้งานใกล้เคียงกัน แต่ราคาและยี่ห้อต่างกัน จัดวางประชัน เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบคุณภาพ และราคาสินค้า ผู้ประกอบการประเภทนี้ ได้แก่ แม็คโครออฟฟิศ พาวเวอร์บาย พาวเวอร์มอลล์ ซูเปอร์สปอร์ต เป็นต้น

ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) หรือ Minimart ร้านค้าปลีกพัฒนาจากร้านค้าปลีกแบบเก่า หรือร้านขายของชำผสมผสานกับซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ขนาดเล็กกว่า ให้ความสำคัญทำเลที่ตั้งร้านค้าเป็นสำคัญ พื้นที่ค้าขายไม่มากนัก ส่วนใหญ่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มประเภทอาหารจานด่วน สั่งเร็วได้เร็ว สะดวก ราคาไม่แพงเกินไป ทำเลตั้งแหล่งชุมชน

สถานที่บริการน้ำมัน มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ต้องการความสะดวก ต้องการซื้อสินค้าใกล้บ้านหรือใกล้สถานที่ทำงาน และที่สำคัญเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ประกอบการประเภทนี้ เช่น 7-eleven am/pm และ Family Mart เป็นต้น

“วันหน้าทุกคนจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูด”

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)

กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนของเครือซี.พี.ในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีก ภายหลังจากการทำพิธีซูเปอร์แบรนด์มอลล์ ที่เซี่ยงไฮ้ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ที่ผ่านมาว่า

ในเมืองไทยธุรกิจค้าปลีก ซี.พี.เหลือแต่เซเว่น-อีเลฟเว่นเท่านั้น เพราะเราไปเน้นในประเทศจีน นอกจากซูเปอร์แบรนด์มอลล์ที่เซี่ยงไฮ้แล้ว ยังให้ความสำคัญกับโลตัสเป็นพิเศษ ลงทุนเท่าไหร่เท่ากัน เพราะตนขายของถูก อย่างในมอลล์ต้องขายของแพง ขายให้คนมีเงิน แต่สำหรับโลตัสจะขายให้กับมหาเศรษฐีลงไปจนถึงยาจก ทุกชนชั้นมีสิทธิที่จะเข้ามาซื้อของในโลตัส เพราะคนรวยก็มีสิทธิซื้อของถูก

นอกจากนี้ นายธนินท์กล่าวให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาค้าปลีกเมืองไทยว่า

ร้านโชห่วยเมืองไทยที่เดือดร้อนกันอยู่ในเวลานี้ เพราะยังคิดแบบเก่าๆ ว่า ต้องการกำไรมากๆ พอกำไรมากๆ คนก็ไม่ซื้อ แต่ถ้ากำไรน้อย ขายมาก เรากำไร 2% ขายไป 10 คู่ ในเนื้อที่เท่ากัน ใช้เวลาเท่ากัน ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม มันก็มีกำไร 20% เพราะฉะนั้นการค้าปลีกสมัยใหม่เปลี่ยนยุค ไม่ใช่คนขายถูกแล้วไปห้ามเขาว่าขายไม่ได้ และไปปกป้องคนขายแพง รัฐบาลจะต้องมาส่งเสริมฝึกอบรม จัดให้ร้านค้าปลีกมีประสิทธิภาพ และทำของแพงให้มีราคาถูกให้ประชาชน

การเป็นรัฐบาลที่ถูกต้อง ต้องเข้าข้างคนซื้อ คือ ผู้บริโภค ไม่ใช่เข้าข้างคนขาย แต่แน่นอน การเป็นรัฐบาลก็ต้องดูแล คนขายของถือเป็นลูก ก็ต้องดูแล แต่การดูแลต้องถูกวิธี ทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่กลับไปถอยหลังเข้าคลอง ปกป้องความล้าหลัง

เมื่อก่อนเราพัฒนาจากแบกะดิน แผงลอย หาบเร่ รถเข็น ร้านค้า นี่คือประวัติค้าปลีกของโลก จากนั้นก็พัฒนามาเป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ แต่เวลานี้รัฐบาลไทยกำลังใช้วิธีเพื่อให้ค้าปลีกไทยกลับไปที่เดิม ตนอาจจะพูดผิด แต่เอาความจริงมาพูด เพราะทุกท่านยังไม่รู้ว่า ตนเอาพลังงานทั้งหมดมา อยู่ที่นี่เมืองจีน โลตัสตนเหลือหุ้นอยู่นิดเดียว แม็คโครตนก็ถอนหุ้น เหลือแต่เซเว่น-อีเลฟเว่น แต่ที่พูด ตนพูดเพื่อประเทศชาติ

” วันนี้อาจจะไม่เข้าใจ แต่วันหน้าตนว่าทุกคนจะเข้าใจสิ่งที่ตนพูดวันนี้”

ART คัมภีร์ต่ออายุโชห่วย “ท่าดีทีเหลว”

รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ เสนอตั้ง “บริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด” ชื่อภาษาอังกฤษ Allied Retail Trade : ART เป็นหน่วยงานเอกชนดำเนินการโดยไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งผ่าน ครม. 7 พ.ค. ตั้งเป็นทางการ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทดังกล่าว ทุนจดทะเบียน 395 ล้านบาท ให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) ถือหุ้น 49% สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดย่อม (สสว.) ถือหุ้น 51% เริ่มเปิดดำเนินการต้น ก.ย. แนวทางดำเนินงานเน้นความเป็นเอกเทศ และอิสระการบริหารจัดการองค์กรรูปแบบบริษัทเอกชน ซึ่งกรรมการบริหารจะมีอิสระการตัดสินใจด้วยตนเอง กรอบนโยบายดำเนินธุรกิจบริษัทเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย ให้อยู่รอด และเข้มแข็ง เวทีการค้าระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ อีกทั้งยังทำหน้าที่บริการสนับสนุนด้านการเงิน การลงทุน และสินเชื่อธุรกิจสมาชิก ผ่านกระบวนการจัดการจากหน่วยงานต่างๆ

รวมทั้งส่งเสริมความรู้วิทยาการสมัยใหม่ ตลอดจนให้คำปรึกษาบริการจัดการร้านค้าปลีกค้าส่งต่อเนื่องแก่สมาชิก เป้าหมายโครงการดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ร้านค้าปลีกรายย่อยแข่งขันด้านราคา ต้นทุน กับร้านค้าปลีก ที่เป็นกลุ่มทุนต่างชาติรูปแบบต่างๆ ได้ การจัดตั้งบริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็งนับเป็นแนวทางหนึ่งที่เป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสามารถช่วยลดปัญหาให้กับผู้ค้าปลีกรายย่อยได้ดีระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นการยืดอายุธุรกิจค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วยให้ได้มีลมหายใจในอันที่จะต่อสู้กับร้านค้าปลีกกลุ่มทุนต่างชาติทั่วไปได้บ้างในสถานการณ์เฉกเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่มา ณ วันนี้ก็เกิดอาการเป๋เสียแล้ว เพียงแค่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีจากนายเนวิน ชิดชอบ ที่นั่งแป้นปลุกปั้นมากับมือ แต่พอนายวัฒนา เมืองสุข “เขยขวัญซี.พี.” มานั่งคุมแทน อาการฝันร้ายก็เกิดขึ้นกับโครงการนี้เสียแล้ว

ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2002q4/article2002dec21p3.htm

ขั้นตอนการทำธุรกิจส่งออกสินค้า


ขั้นตอนการทำธุรกิจส่งออกสินค้า

        ธุรกิจการส่งออก นับว่าเป็นธุรกิจอีกแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเองและประเทศชาติ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยเราเป็นจำนวนมากในปีหนึ่งๆ และรายได้เหล่านี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้พัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจการส่งสินค้าออกของไทยประสบความสำเร็จ และมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติต่างๆ ในการส่งออกสินค้าให้ดีเสียก่อน

เนื่องจากขั้นตอนการส่งออกสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออก จะต้องทำความเข้าใจและศึกษาข้อปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้การประกอบธุรกิจส่งออก เป็นไปอย่างสะดวกและได้รับผลสำเร็จคุ้มค่ากับความตั้งใจการลงทุน

ขั้นตอนการส่งออกประกอบด้วย
การจดทะเบียนพาณิชย์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเสนอขายและรับการสั่งซื้อการเตรียมสินค้าติดต่อขนส่งจัดเตรียมเอกสารเพื่อการส่งออกติดต่อผ่านพิธีการศุลกากรพิธีการตรวจเอกสารพิธีการตรวจสินค้าการส่งมอบสินค้าการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าขอรับสิทธิประโยชน์กิจการร้านค้าเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือเมื่อท่านตั้งใจจะดำเนินธุรกิจการค้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศหรือส่งออกสู่ต่างประเทศ จะต้องสร้างความมั่นใจแก่คู่ค้าของท่าน โดยแสดงวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าท่านจะทำการค้าสินค้าลักษณะใด โดยทำการจดทะเบียนธุรกิจ ซึ่งมีการจดได้หลายลักษณะ ได้แก่

2.1 บริษัทจำกัด
2.2 ห้างหุ้นส่วน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.2.1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด
2.2.2 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
สำหรับสถานที่จดทะเบียน คือ
1.   กรุงเทพมหานคร1.1 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1 (มหาราช)
โทร. 0-2622-0569 ถึง 70
1.2 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 2 (ถ.พระราม 6)
โทร. 0-2618-3340 ถึง 41 และ 45
1.3 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 3 (รัชดาภิเษก)
โทร. 0-2276-7266
1.4 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 4 (สีลม)
โทร. 0-2630-4696 ถึง 97
1.5 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 5 (รัชดาภิเษก)
โทร. 0-2276-7255-6
1.6 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 6 (ศรีนครินทร์)
โทร. 0-2722-8366, 68 และ 77
1.7 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 7 (รัชดาภิเษก)
โทร. 0-2276-7251 และ 53
1.8 ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง (อาคารกรมพัฒนาธุรกิจ จ.นนทบุรี)
โทร. 0-2547-4423 ถึง 24
2.  ต่างจังหวัด ที่สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัด 75 จังหวัด
นอกจากนี้ สามารถจดทะเบียนธุรกิจทาง Internet ได้ที่
www.thairegistration.com
เมื่อจดทะเบียนธุรกิจแล้ว ก็ต้องติดต่อกรมสรรพากรเพื่อขอมีเลข และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หากมีรายรับจากการขายสินค้า หรือให้บริการเกินกว่า 1.2 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีผู้ประกอบการบางประเภท ที่ไม่ต้องจดทะเบียน หรือได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่ามูลค่าเพิ่ม เช่น การส่งออกของผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่ก็สามารถขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เป็นต้น
การดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถติดต่อขอรายละเอียดและจดทะเบียนได้ที่
กรุงเทพฯ – สำนักงานสรรพากรเขต สำนักงานสรรพากรเขต (สาขา) หรือ สำนักงานสรรพากรที่สถานประกอบการตั้งอยู่
-       สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
ต่างจังหวัด  -  สำนักงานสรรพากรอำเภอ สำนักงานสรรพากรอำเภอ (สาขา)
หรือ สำนักงานสรรพากรกิ่งอำเภอที่สถานประกอบการตั้งอยู่
อันดับแรกของการประกอบธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการต้องเข้าใจถึงลักษณะการส่งออกของประเทศไทยก่อน ซึ่งประเทศเราเป็นประเทศกำลังพัฒนาและมีเสรีทางการค้า ฉะนั้น ในสินค้าบางตัวก็เป็นสินค้าที่มีความสำคัญและอาจส่งผลด้านเศรษฐกิจแก่ประชาชน ดังนั้น ผู้ที่จะประกอบธุรกิจส่งออก จึงจำเป็นต้องศึกษากฎเกณฑ์ และระเบียบอันเกี่ยวข้องกับการส่งออก โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับศุลกากร กฎหมายพิกัดอัตราอากรขาเข้าขาออกของสินค้าที่ได้รับการยกเว้นอากร กฎหมายควบคุมสินค้าขาออก ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงกัน
ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดการส่งออกสินค้าตามกลุ่มของสินค้าเป็น 3 กลุ่ม คือ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://doluck.igetweb.com/index.php?mo=3&art=41955721

การทำธุรกิจกรีดยางพารา


การทำธุรกิจกรีดยางพารา

นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ช่วงปีที่ผ่านมาสถานการณ์ราคายางพาราทั้งน้ำยางสดและยางแผ่นดิบที่อยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางโดยเฉพาะในแหล่งปลูกยางใหม่ทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เร่งเปิดกรีดยางเร็วก่อนกำหนดเพื่อหวังขายผลผลิตได้ราคาดีและมีผลกำไรเพิ่มขึ้น โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยเกษตรกรเปิดกรีดยางต้นเล็กและไม่ได้ขนาดตามมาตรฐานที่กำหนดให้เปิดกรีดเมื่อมีขนาดเส้นรอบลำต้น 50 เซนติเมตร

การเปิดกรีดยางต้นเล็กทำให้ชาวสวนยางได้รับผลกระทบที่ชัดเจน โดยยางที่มีลำต้นขนาดเล็ก เปลือกจะบางและมีท่อน้ำเลี้ยงน้อย หากเปิดกรีดยางต้นเล็กจะทำให้ยางเติบโตช้า หน้ากรีดเสียหาย สิ้นเปลืองหน้าเปลือกมาก และเกิดปัญหาหน้ายางตาย  ทั้งยังทำให้ผลผลิตน้ำยางลดลงประมาณ 30-60 % ซึ่งเกษตรกรจะสูญเสียผลผลิตเนื้อยางมากถึง ปีละ 117-176  กิโลกรัม/ไร่ ถ้าคิดเทียบราคายางกิโลกรัมละ 100 บาท จะทำให้ชาวสวนยางสูญเสียรายได้ 11,700-17,600 บาท/ไร่/ปี หรือหากเทียบช่วงอายุการกรีดยางประมาณ 25 ปี เกษตรกรจะสูญเสียรายได้ไร่ละประมาณ 3-4 แสนบาท

นอกจากนั้น การเปิดกรีดยางต้นเล็กยังทำให้ช่วงอายุการกรีดยางลดลงไม่ถึง 25 ปี และเนื้อไม้ยางพาราด้อยคุณภาพทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้จากการขายไม้ยางอีกประมาณ60,000 บาท/ไร่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 18 ล้านไร่เศษ มีเนื้อที่ให้ผลผลิตแล้วประมาณ 12 ล้านไร่ ขณะที่มีสวนยางรอเปิดกรีดประมาณ 6  ล้านไร่ ถ้าชาวสวนยางไม่เห็นความสำคัญของการเปิดกรีดยางต้นเล็กที่ไม่ได้ขนาด ประมาณ 50 % ของพื้นที่รอเปิดกรีด คาดว่าจะทำให้ไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงปีละ 3.5-5 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทางด้านนายศักดิ์ศิลป์  โชติสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวสวนยางควรให้ความสำคัญและใส่ใจในการเปิดกรีดหน้ายางใหม่ โดยควรคำนึงถึงข้อปฏิบัติดังนี้ คือ เปิดกรีดยางครั้งแรกในช่วงต้นฤดูหนาวจะช่วยป้องกันไม่ให้หน้ายางตาย ที่สำคัญควรเปิดกรีดต้นยางที่ได้ขนาดตามเกณฑ์มาตรฐาน มีขนาดเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร โดยวัดที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร และต้องมีจำนวนต้นยางที่ได้ขนาดดังกล่าวไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสวน ซึ่งต้นยางที่ได้ขนาดส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ  7-8 ปี

อีกทั้งยังควรใช้ระบบกรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยกรีดยางในช่วงเช้าเมื่อมีแสงสว่างแล้ว ด้วยการกรีดให้ตัดท่อน้ำยางมากที่สุดแต่ต้องไม่ถึงเยื่อเจริญ ถือเป็นการกรีดที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงสุดและช่วยถนอมต้นยางให้มีเวลาพักเพื่อผลิตน้ำยางใหม่ประมาณ 36 ชั่วโมง จึงจะได้ปริมาณน้ำยางปกติเท่าเดิม ทั้งนี้ อย่ากรีดยางในขณะที่ต้นยางเปียกหรือฝนตก และหยุดกรีดยางเมื่อยางผลัดใบ สำหรับต้นยางที่แสดงอาการเปลือกแห้ง ควรใส่ปุ๋ยยางทุกปีๆ ละ 1 กิโลกรัม/ต้น แบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงก่อนฤดูฝนและปลายฤดูฝน

“การเปิดกรีดยางต้นเล็กจะทำให้เกษตรกรได้ไม่คุ้มเสีย จึงไม่ควรด่วนใจร้อนเปิดกรีดยางต้นไม่ได้ขนาดหรือเปิดกรีดเร็วก่อนกำหนด  ควรคำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมา หากเกษตรกรเปิดกรีดยางต้นได้ขนาดมาตรฐาน จะทำให้ชาวสวนยางได้ผลผลิตสูง และได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนส่งผลดีต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจของประเทศสูงขึ้น” นายศักดิ์ศิลป์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“ในช่วงฤดูเปิดกรีดปีนี้ ราคายางในตลาดโลกมีความผันผวนเนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป เกษตรกรควรชะลอการเปิดกรีดออกไปเพื่อรอให้ต้นยางเจริญเติบโตได้ขนาด เมื่อเปิดกรีดจะได้รับผลผลิตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว ที่ผ่านมา”
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ “การเปิดกรีดยางใหม่” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มส่งเสริมการผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 0-2940-6123 ในวันและเวลาราชการ.

ที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/136138 ภาพอินเตอร์เน็ต

เเนวโน้มการทำธุรกิจอาหารเเช่เเข็ง


เเนวโน้มการทำธุรกิจอาหารเเช่เเข็ง

ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร รายงานผลการสำรวจสถานการณ์ตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในอาเซียน ที่จัดทำโดย Euromonitor International พบว่า จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคมเมืองทำให้ครัวเรือนประเทศในทวีปเอเชียมีเวลาปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้านน้อยลง อาหารแปรรูปแช่แข็งจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับครัวเรือน รวมทั้งร้านอาหารหรือภัตตาคารขนาดใหญ่ก็นิยมซื้อวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัก เบเกอรีหรือขนมหวานสำเร็จรูปในลักษณะแช่แข็งมากขึ้น เพราะเก็บรักษาไว้ได้นานไม่เน่าเสีย ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายของร้านด้านวัตถุดิบได้ดีกว่าซื้อของสด


สำหรับประเทศในอาเซียนที่ตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งมีแนวโน้มขยายตัวดี ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยในปี 2554 ฟิลิปปินส์มีมูลค่าตลาดสูงสุด 19,379.37 ล้านบาท รองลงมาคืออินโดนีเซีย 15,893.27 ล้านบาท มาเลเซีย 5,040.96 ล้านบาท และสิงคโปร์ 2,383.67 ล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทุกประเทศมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสูงสุดในกลุ่ม คือร้อยละ 15 ต่อปี ขณะที่ฟิลิปปินส์มีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.44 ต่อปี ส่วนมาเลเซียนั้นเติบโตในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.2 ต่อปี โดยสิงคโปร์ถึงผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อสูงแต่ประชากรที่มีเพียง 5.35 ล้านคนทำให้มูลค่าตลาดค่อนข้างเล็ก มีอัตราเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 4.4 ต่อปี ทั้งนี้หากพิจารณาเชิงปริมาณจำหน่าย ฟิลิปปินส์ก็ยังเป็นประเทศที่มีการบริโภคอาหารแปรรูปแช่แข็งมากที่สุด โดยในปี 2554 มีปริมาณจำหน่ายรวม 166.6 พันตัน อินโดนีเซีย 60.95 พันตัน มาเลเซีย 41.18 พันตัน และสิงคโปร์ 9.93 พันตัน

ทั้งนี้ การเติบโตของตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น มีผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกทำให้ช่องทางจัดจำหน่ายแบบควบคุมอุณหภูมิกระจายสู่ทุกหัวเมืองมากขึ้น อาหารแช่แข็งที่จำหน่ายมีความหลากหลายทั้งแบบดิบ ปรุงแต่งบางส่วน และสำเร็จรูป รวมทั้งขนาดบรรจุที่มีหลายไซส์ โดยในตลาดฟิลิปปินส์เนื้อสัตว์แปรรูปแช่แข็งเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคมากที่สุด ได้แก่ ฮอตดอก เบคอน แฮมเบอร์เกอร์ และไส้กรอกหมู เป็นต้น รองลงมาคืออาหารทะเลแปรรูปแช่แข็ง โดยสินค้าหลักจะเป็นกลุ่มปลาหมัก (marinated fish) ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาหมึก นอกจากนี้ยังมีสินค้ากลุ่มเนื้อไก่แช่แข็ง แบ่งเป็นเนื้อไก่นักเกต ไส้กรอก ไก่บาร์บีคิว และไก่ชุบขนมปัง และจากกระแสความนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จึงคาดว่าอาหารทะเลจะเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวดีในอนาคต เพราะภาพลักษณ์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพกว่าเนื้อแดง นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มมันฝรั่งแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป และพิซซาก็มีแนวโน้มเติบโตสูงเช่นกัน

ขณะที่อินโดนีเซียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในอาเซียน และตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งมีอัตราเติบโตที่สูงถึงร้อยละ 23 ในปี 2553 และร้อยละ 24.6 ในปี 2554 โดยสินค้ากลุ่มไก่แช่แข็งเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะนักเกตไก่สำหรับกลุ่มวัยรุ่น บริษัทผู้ผลิตอาหารแช่แข็งมีการผลิตนักเกตไก่รูปแบบต่างๆ มากมายทั้งรสชาติ รูปร่าง และส่วนผสมต่างๆ เช่น ชีส ผัก และเพื่อเอาใจลูกค้าวัยเด็ก ทั้งนี้ นักเกตไก่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ถึงร้อยละ 42 ของมูลค่าไก่แช่แข็ง รองลงมาคือ ไส้กรอกไก่ ไก่ชุบแป้ง และปีกไก่ปรุงรส สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ประมง ลูกชิ้นปลาได้รับความนิยมมากที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 43 รองลงมาคือ fish fingers ชุบขนมปัง

ด้านตลาดมาเลเซียนั้น ไก่แช่แข็งเป็นอาหารกลุ่มที่นิยมมากที่สุดเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย คือมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 42 รองลงมาคือเนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง โดยสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งนั้นมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ และยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะขยายตัวมากที่สุดในช่วง 4 ปีต่อจากนี้ ในขณะที่กลุ่มเนื้อไก่ เนื้อสัตว์แช่แข็ง และมันฝรั่ง ตลาดมีแนวโน้มหดตัวลง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมาเลเซียที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น
สำหรับการขยายตัวของตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในสิงคโปร์นั้นพบว่าอยู่ในระดับต่ำ คือประมาณร้อยละ 2 ทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า โดยเนื้อไก่แช่แข็งและอาหารทะเลแช่แข็งมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกันคือร้อยละ 36 และ 34 ตามลำดับ รองลงมาคือเบเกอรี และเนื้อสัตว์แปรรูป การขยายตัวของตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งในสิงคโปร์มีแรงผลักดันมาจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะเบเกอรีและขนมหวาน และรสชาติที่แตกต่างเป็นหลัก ไส้กรอกไก่เป็นที่นิยมมากที่สุดของมูลค่าตลาดไก่แช่แข็ง รองลงมาคือนักเกต กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง เนื้อปลาแบบฟิลเลตมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด รองลงมาคือ fish finger ชุบขนมปัง และลูกชิ้นปลา ส่วนกลุ่มเนื้อสัตว์แช่แข็ง เบอร์เกอร์มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 91 ของมูลค่าตลาดเนื้อสัตว์แช่แข็ง
ที่มาผู้จัดการ